/ผ้าห่มครึ่งผืน

ผ้าห่มครึ่งผืน

‘ผ้าห่มครึ่งผืน’ ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และสายสัมพันธ์พรรคคอมมิวนิสต์กับประชาชนจีน
.
สัปดาห์ที่แล้ว ผู้คนนับหมื่นจากทั่วประเทศเดินทางมายังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในมณฑลหูหนาน ทางตะวันออกของจีน เพื่อตามหา “ผ้าห่ม” ผืนหนึ่ง… หรือในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียง “ผ้าห่มครึ่งผืน” ซึ่งตอนนี้ไม่มีอยู่แล้ว
.
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1934 ผ้าห่มผืนนั้นถูกสามทหารหญิงกองทัพแดงตัดครึ่งเพื่อมอบเป็นของขวัญกับสวีเจี่ยซิ่ว สาวชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านซาโจวกับสามีและลูกชายวัยหนึ่งขวบ
.
50 ปีต่อมา นักข่าวชาวจีนคนหนึ่งเดินเท้าตามรอยการเดินทัพทางไกล (Long March) ซึ่งมีระยะทางกว่า 12,500 กิโลเมตร และเริ่มเขียนเล่าเรื่องราวของสวีเจี่ยซิ่วกับผ้าห่มครึ่งผืนของเธอ
.
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผ้าห่มผืนนี้กลายเป็นผ้าห่มที่โด่งดังที่สุดในจีนเลยก็ว่าได้ เพราะมีหนังสือจำนวนไม่น้อยที่เขียนถึง และยังมีหอนิทรรศการเล่าเรื่องราวของผ้าห่มแห่งหมู่บ้านซาโจว อีกทั้งภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับผ้าห่มผืนนี้ก็เพิ่งออกฉายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย
.
ลูกชายคนสุดท้องของสวีเจี่ยซิ่วมีชื่อว่าจูจงสยง ปัจจุบันอายุ 81 ปี ทุกๆ วันเขาจะกลับมายังบ้านหลังเก่าของบรรพบุรุษของเขาและเล่าเรื่องไขข้อข้องใจให้กับเหล่านักท่องเที่ยวที่อาจสงสัยว่าผ้าห่มครึ่งผืนที่เคยได้ยินได้ฟังมานั้นอยู่ที่ไหน
.
“ทหารพรรคก๊กมินตั๋งเผาไปเมื่อ 85 ปีที่แล้ว” เขากล่าว
.
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ในช่วงการเดินทัพทางไกล กองทัพแดงของเหล่ากรรมกรและชาวนาได้เดินทางผ่านมาที่บ้านหมู่บ้านซาโจว และต้องการจะแวะพักในค่ำคืนของฤดูหนาวในปี 1934 แต่ด้วยความกลัวถูกปล้น ทุกคนในหมู่บ้านจึงไปซ่อนตัวบนภูเขาใกล้ๆ เหลือก็แต่สวีเจี่ยซิ่วกับสามีของเธอที่ยังอยู่บ้านเพราะต้องดูแลลูกที่ป่วย
.
จูจงสยงเล่าว่าก่อนหน้านั้นเคยมีทหารพรรคก๊กมินตั๋งแวะมาที่หมู่บ้านนี้แล้วปล้นบ้านทุกหลัง สวีเจี่ยซิ่วจึงกลัวในทีแรก แต่แล้วเธอก็กล้าเปิดประตูออกไปในกลางดึกคืนนั้น
.
เมื่อเธอเปิดประตูออกไปก็พบกับทหารหญิงในเครื่องแบบสีเทา ทั้งตัวเปียกโชก ทหารคนหนึ่งในกลุ่มนั้นบอกเธอว่าไม่ต้องกลัว พวกเธอมาจากกองทัพแดงที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์
.
เธอพาทหารหญิงทั้งสามเข้าบ้านและแบ่งที่นอนไม้ไผ่ขนาดกว้างเพียง 1.2 เมตรให้พวกเธอได้นอนด้วย เตียงนั้นเป็นสินสอดของเธอเอง ทหารหญิงทั้งสามจึงหยิบผ้าห่มผ้าฝ้ายที่พวกเธอมีอยู่เพียงผืนเดียวออกมาห่มให้กับทั้งตัวพวกเธอเอง รวมถึงสวีเจี่ยซิ่วและลูกของเธอ
.
“ก่อนทหารสามคนนั้นจะกลับไป พวกเธอถามแม่ว่ามีกรรไกรที่พอจะตัดผ้าห่มผืนนี้ได้บ้างไหม” จูจงสยงเล่า พร้อมกับบอกว่าแม่ของเขาทั้งอายเรื่องผ้าห่มขาดๆ บนที่นอนซึ่งแสดงถึงความยากลำบากของเธอ และทั้งภูมิใจที่เธอได้ต้อนรับทหารหญิงทั้งสามคนให้เข้ามาพัก
.
พวกเธอตัดผ้าห่มออกครึ่งหนึ่งให้กับสวีเจี่ยซิ่วและบอกว่าจะกลับมาพร้อมผ้าห่มผืนใหม่หลังได้รับชัยชนะ
.
ทว่าไม่นานหลังจากนั้น ทหารพรรคก๊กมินตั๋งก็กลับมาหลังจากกองทัพแดงออกไปและค้นทั่วหมู่บ้านจนพบกับผ้าห่มครึ่งผืนในบ้านของสวีเจี่ยซิ่ว พวกเขาจึงเผาผ้าห่มผืนนั้นทิ้ง
.
ประวัติศาสตร์การเดินทัพทางไกลเป็นประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความสัมพันธ์อันไม่อาจแบ่งแยกได้ระหว่างกองทัพกับประชาชน เฉกเช่นปลาและน้ำ ดังที่ผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ย้ำเสมอว่าภารกิจปลายทางของพรรคก็เหมือนกับการแบ่งครึ่งผ้าห่มของตัวเองให้กับประชาชน
.
สวีเจี่ยซิ่วจดจำคำสัญญานั้นและรอจนกระทั่งปี 1984 ที่เธอได้พบกับนักข่าวคนดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้เขียนเล่าเรื่องราวของเธอ เธอเล่าเรื่องให้นักข่าวคนนั้นฟังและขอให้เขาช่วยตามหาทหารทั้งสามและฝากบอกพวกเธอด้วยว่าเธอคิดถึง
.
ทว่าเธอก็ไม่ได้พบหน้าทหารทั้งสามเลยจนเธอเสียชีวิตไปเมื่อปี 1991
.
สวีเจี่ยซิ่วมักจะบอกลูกหลานเสมอว่าพรรคคอมมิวนิสต์คือคนที่ยอมแบ่งครึ่งผ้าห่มที่พวกเขามีอยู่เพียงผืนเดียวให้กับคนที่จำเป็นต้องใช้
.
“สมัยฉันยังเด็กๆ ปู่กับพ่อเคยเล่าเรื่องย่าทวดให้ฟัง” จูซูหัว เหลนของสวีเจี่ยซิ่ววัย 31 ปีกล่าว เธอทำงานเป็นมัคคุเทศก์อยู่ที่หอนิทรรศการรำลึกเรื่องราวผ้าห่มในหมู่บ้านซาโจว เพื่อบอกเล่าเรื่องราวแก่ผู้คนตามที่เธอได้ฟังมา
.
อนึ่ง ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศจีนแวะเวียนเข้ามาชมหอนิทรรศการแห่งนี้เกือบ 300,000 คน

China Xinhua News