/ไม่มี “จิ๋นซีฮ่องเต้” ก็จะไม่มี “จีนอย่างทุกวันนี้”

ไม่มี “จิ๋นซีฮ่องเต้” ก็จะไม่มี “จีนอย่างทุกวันนี้”

ไม่มี “จิ๋นซีฮ่องเต้” ก็จะไม่มี “จีนอย่างทุกวันนี้”
เผยแพร่: 14 ก.ย. 2562 09:56 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ในสุดสัปดาห์นี้ชาวไทยจะมีโอกาสได้ชมโบราณวัตถุล้ำค่ากว่าร้อยชิ้นจาก “สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้” ในนิทรรศการพิเศษ เรื่อง จิ๋นซีฮ่องเต้ จัดที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ ระหว่าง 15 ก.ย.-15 ธ.ค.2562 กลุ่มสื่อได้นำเสนอความอลังการมหัศจรรย์ลึกล้ำในสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้กันไปไม่น้อยแล้ว ในบทความนี้ขอเล่าเรื่อง “ความยิ่งใหญ่” ของเจ้าของสุสานผู้ทรงอิทธิพลและคุณูปการแก่ชนชาติจีน ถึงขนาดมีคำกล่าวขานว่า ไม่มี “จิ๋นซีฮ่องเต้” ก็จะไม่มี “จีนอย่างทุกวันนี้”

ย้อนเวลากลับไปยังอดีตเมื่อราว 2,000-2,400 ปีที่แล้ว ในยุคราชวงศ์โจวตะวันออก (หรือตงโจว) ซึ่งอำนาจอ่อนแอแทบไม่เหลือหลอ ประวัติศาสตร์จีนช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจากระบอบทาสสู่ระบอบศักดินา ประกอบด้วยแคว้นใหญ่ แคว้นเล็กมากมายนับพันๆ

สมัยราชวงศ์โจวตะวันออกนี้มีการแบ่งยุคตามสภาพสังคมเป็นสองช่วง ได้แก่ ยุคชุนชิว(春秋/ 770-473 ก่อน ค.ศ.) และยุคจ้านกั๋ว หรือยุคสงคราม ((战国/ 475-221 ก่อน ค.ศ.) แคว้นใหญ่ที่ทรงอำนาจเข้มแข็งกว่าต่างทำสงครามยึดครองดินแดนของแคว้นเล็กแคว้นน้อย ถือเป็นยุควุ่นวายเต็มไปด้วยการสู้รบประชาชนทุกข์ยากมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีนกว่าสองพันปี

เส้นทางสู่มหาอำนาจของแคว้นฉิน
ล่วงสู่ยุคจ้านกั๋ว เหลือแคว้นใหญ่ 7 แคว้น หรือ “เจ้าใหญ่เจ็ดแคว้น” ได้แก่ ฉี เว่ย จ้าว หาน ฉิน ฉู่ และเยี่ยน

แคว้นฉินเป็นมหาอำนาจทางตะวันตกมาตั้งแต่ยุคชุนชิว แต่เมื่อเทียบกับแว่นแคว้นทางตะวันออก ฉินยังจัดเป็นรัฐที่ล้าหลังถูกดูถูกเหยียดหนามว่าเป็นคนป่าเถื่อน และไม่อาจช่วงชิงความเป็นเจ้ากับแคว้นอื่น ต่อมาประมุขฉินเสี้ยวกงเริ่ม “การปฏิรูปซางยาง” (356 ก่อนค.ศ.) โดยปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างถึงรากถึงโคน อีกทั้งพัฒนากองทัพทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และพลาธิการจนกลายเป็นกองทัพที่ทรงประสิทธิภาพสูง

*การปฏิรูปซางยางซึ่งกินเวลากว่า 123 ปี โดยมีเจ้าแคว้น 7 คนสืบทอดอำนาจปกครองแผ่นดิน ส่งผลให้แคว้นฉินทวีอำนาจแข็งแกร่งมากขึ้นๆ ขณะที่หกแคว้นเจ้าใหญ่เสื่อมโทรมลง

ในช่วง 123 ปีนี้ กองทัพฉินได้ทำลายทหารแคว้นอื่นรวมถึง 1.5 ล้านคน ความโหดเหี้ยมในการรบที่โลกตะลึง คือ “ยุทธการฉางผิง” ซึ่งเป็นสงครามยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดแห่งยุคจ้านกั๋ว กองทัพแคว้นจ้าวและกองทัพแคว้นฉินตั้งทัพประจันหน้ากันนานถึงสามปีที่ด่านฉางผิง กระทั่งเจ้าครองแคว้นจ้าวหลงกลแคว้นฉินปลดแม่ทัพเหลียนพอ และตั้งเจ้าคั่วผู้เก่งแต่ปากรู้แต่ทฤษฎีแต่ปฏิบัติไม่เป็นมานำทัพจ้าวแทน ในที่สุดเจ้าคั่วหลงกลแม่ทัพไป๋ฉี่แห่งแคว้นฉิน จนถูกทหารฉินใช้เกาทัณฑ์ยิงตาย ทหารฝ่ายแคว้นจ้าวยอมจำนน แต่แม่ทัพฉินได้จับเชลยศึกแคว้นจ้าวสี่แสนกว่าคนนั้นฝังทั้งเป็น

แคว้นฉินขยายดินแดนครอบคลุมพื้นที่แผ่นดินใหญ่ในปัจจุบัน ได้แก่ มณฑลส่านซี กันซู่ หนิงซย่า เสฉวน เหอหนัน ซันซี หูหนัน หูเป่ย กอปรด้วยอัจฉริยภาพของฉินหวางเจิ้ง(秦王政) ได้สร้างภาวะสุกงอมของการก่อตั้งจักรวรรดิ

ฉินหวางเจิ้ง
ฉินหวางเจิ้ง หรืออิ๋งเจิ้ง(嬴政)หรือจ้าวเจิ้ง (趙政) ขึ้นเป็นเจ้าแคว้นฉินในวัย 13 ปีหลังจากที่จวงเซี่ยงหวางผู้บิดาเสียชีวิตใน 247 ก่อนค.ศ.ซึ่งเป็นช่วงปลายยุคจ้านกั๋ว โดยมีสมุหนายกคือ หลี่ปู้เหว่ย เป็นผู้สำเร็จราชการ

ฉินหวางเจิ้งกับคณะเสนาบดีได้กำหนดยุทธศาสตร์ก่อตั้งจักรวรรดิสองประการ* คือ สามัคคีแคว้นไกล โจมตีแคว้นใกล้ และ ใช้จารชนไส้ศึก จนในที่สุดก็สามารถปราบหกแคว้น ได้แก่ หาน จ้าว เว่ย ฉู่ เยี่ยน และฉี ตามลำดับ

แคว้นฉินใช้เวลาเพียง 10 ปี ทำสงครามผนวกดินแดนหกแคว้นใหญ่ หาน จ้าว เว่ย ฉู่ เยี่ยน และฉี ตามลำดับ จนกลายเป็นแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของจีนในปัจจุบัน, ภาพกราฟฟิกแสดงแผนที่หกแคว้นที่ฉินทำสงครามผนวกดินแดน เครดิตภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/Qin_Shi_Huang

แคว้นฉินใช้เวลาเพียง 10 ปี ทำสงครามผนวกดินแดนหกแคว้นใหญ่ หาน จ้าว เว่ย ฉู่ เยี่ยน และฉี ตามลำดับ จนกลายเป็นแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของจีนในปัจจุบัน, ภาพกราฟฟิกแสดงแผนที่หกแคว้นที่ฉินทำสงครามผนวกดินแดน เครดิตภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/Qin_Shi_Huang


แคว้นฉินใช้เวลาเพียง 10 ปี จึงสามารถปราบและยึดดินแดนหกแคว้นใหญ่ได้ราบคาบในปี 221 ก่อนค.ศ. พร้อมกับปิดฉากราชวงศ์โจว (ทั้งโจวตะวันตกและโจวตะวันออก) ที่ครองแผ่นดินมานาน 867 ปี ฉินหวางเจิ้งในวัย 39 ปี ก่อตั้ง “จักรวรรดิฉิน” และปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ ทรงพระนามว่า ฉินสื่อหวงตี้ หรือในชื่อที่ชาวไทยคุ้นหูคือ จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งมีความหมายว่า “ปฐมจักรพรรดิแห่งฉิน” และได้ประกาศให้ใช้ราชาศัพท์สำหรับฮ่องเต้

พระองค์ดำเนินมาตรการเสริมความมั่นคงให้แก่จักรวรรดิโดยสร้างองค์กรอำนาจรวมศูนย์ส่วนกลาง การขยายกองทัพ รับรองกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนบุคคล สร้างเอกภาพโดยปรับระบบกฎหมาย และกำหนดให้ใช้ตัวอักษร ระบบมาตราชั่วตวงวัด และระบบเงินตราที่เป็นเอกภาพ สิ่งเหลานี้ได้ปูพื้นฐานให้ชนชาติต่างๆอยู่ร่วมกันเป็น “ประชาชาติ” หนึ่งเดียวกัน และได้ปลูกรากเหง้า “จีน” ที่ยืนยงมาจวบจนทุกวันนี้

ในการออกมาตรการต่างๆเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงๆ จิ๋นซีฮ่องเต้ขจัดอุปสรรคขวากหนามจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับพระองค์อย่างเหี้ยมเกรียม ดังในกรณีกำจัดพวกลัทธิหญู (ขงจื๊อ) จิ๋นซีฮ่องเต้เห็นดีเห็นงามกับความคิดของหลี่ซือที่ต้องการเลิกระบบ “เฟินเฝิง” สมัยราชวงศ์โจว ที่ให้ท้าวพระยาไปกินเมืองต่างๆ แต่กลุ่มลัทธิหญูหรือขงจื๊อคัดค้านแนวคิดฯนี้ หลี่ซือซึ่งต่อมาได้เป็นสมุหนายกโต้ตอบว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป รูปแบบการปกครองก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย พวกลัทธิขงจื๊อเอาแต่ยึดติดแบบแผนโบราณขัดขวางความก้าวหน้า จึงสั่งทำลายเผาหนังสือโบราณปรัชญาของสำนักต่างๆ ผู้ที่สนทนาเกี่ยวกับคัมภีร์ขงจื๊อจะถูกประหารชีวิต และผู้ที่อ้างจารีตโบราณมาคัดค้านระเบียบแบบแผนใหม่จะถูกฆ่าล้างโคตร แต่กลุ่มลัทธิหญูก็หากลัวเกรงไม่ ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเมืองของจิ๋นซีฮ่องเต้ จนจิ๋นซีฮ่องเต้สั่งจับบัณฑิตหญู 460 คน ไปลงโทษโดยฝังทั้งเป็นในนครเสียนหยาง

จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างคุณูปการแก่แผ่นดินอย่างมิอาจลบล้าง ทว่า พระองค์ใช้การปกครองอย่างโหดสร้างความทุกข์ยากแก่ประชาชนอย่างมาก ที่สำคัญคือ การเรียกเก็บภาษีที่ดิน ภาษีค่าหัวการเกณฑ์แรงงาน และทำสงคราม

จิ๋นซีฮ่องเต้ได้เกณฑ์แรงงานจำนวนมหาศาลเพื่อผุดอภิมหาโครงการมากมาย เช่น ส่งช่างไปจำลองแบบวังของแคว้นต่างๆมาก่อสร้างเลียนแบบในนครเสียนหยาง สร้างพระราชวัง“อาฝางกง” สำหรับเสด็จออกขุนนางขนาดมหึมา มีท้องพระโรงจุคนได้ถึงหมื่นคน อีกทั้งมีตำหนักพักร้อน 300 กว่าแห่ง

นอกจากนี้ยังทรงสร้างสุสานของพระองค์เองขนาดมโหฬารบริเวณลี่ซานหลิง ตัวสุสานสูงถึง 100 เมตร ความกว้างโดยรอบ 2.5 กิโลเมตร ภายในสร้างเป็นตำหนักต่างๆบรรจุอัญมณีสิ่งมีค่างดงามมากมาย การก่อสร้างโครงการยักษ์ใหญ่เช่นนี้ต้องเกณฑ์แรงงานมหาศาล บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าการก่อสร้างสุสานที่ลี่ซานหลิง ใช้แรงงานถึงสามแสนกว่าคน

บริเวณสุสานลี่ซานหลิงในเมืองเสียนหยาง ห่างจากนครซีอันราว 100 กิโลเมตรนี้เอง ที่ชาวนากลุ่มหนึ่งขุดพบประติมากรรมดินเผารูปทหารขนาดเท่าคนจริงโดยบังเอิญเมื่อปี พ.ศ.2517 กองทหารดินเผานับหมื่นรูปนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งที่อยู่ชายขอบสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ ต่อมา ยังพบประติมากรรมสำริดขนาดใหญ่เป็นรูปจำลองรถศึกมีประทุน ม้า และสารถีขนาดย่อมกว่าของจริงครึ่งหนึ่ง นักโบราณคดีขุดพบฯในชั้นใต้ดินลึกถึง 56 ฟุต เมื่อพ.ศ.2524

หุ่นทหารดินเผาแห่งกองทัพจิ๋นซีฮ่องเต้ในสุสสานเนินเขาลี่ซาน ห่างจากนครซีอันไปกว่าร้อยกิโลเมตร

หุ่นทหารดินเผาแห่งกองทัพจิ๋นซีฮ่องเต้ในสุสสานเนินเขาลี่ซาน ห่างจากนครซีอันไปกว่าร้อยกิโลเมตร


กลับมาที่เรื่องเกณฑ์แรงงาน ราชสำนักราชวงศ์ฉินยังได้วางกำลังทหารตามแนวชายแดนภาคเหนือสามแสนกว่าคน ส่งกองทหารที่ไปปราบชาวเย่ว์ทางภาคใต้อีกห้าแสนกว่าคน และแรงงานสำหรับตัดถนนหนทาง จำนวนแรงงานที่ถูกเกณฑ์เหล่านี้รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่าสองล้านคน

ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้มีราษฎรราว 20 ล้านคน เมื่อประชาชนจำนวนมากต้องทิ้งการผลิต ก็เกิดปัญหาเศรษฐกิจตามมา


จนกระทั่งจิ๋นซีฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ในปี 210 ก่อนค.ศ. ซึ่งเป็นปีที่ 37 ของการครองราชย์

จักรพรรดิฉินองค์ที่สองคือ ฉินเอ้อซื่อ(秦二世)หรือ หูฮ่าย(胡亥) อำมหิตยิ่งกว่า พระองค์สั่งจับนางสนมที่ไม่มีบุตรฝังทั้งเป็นในสุสานลี่ซานหลิง และจับช่างก่อสร้างทั้งหมดฝังทั้งเป็นไปด้วยเพื่อมิให้ความลับการก่อสร้างสุสานรั่วไหล

ฉินเอ้อซื่อไม่สนใจการบริหารปกครองบ้านเมือง เอาแต่สำเริงสำราญไปกับการล่าสัตว์ ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย กฎหมายของจิ๋นซีฮ่องเต้นับว่าโหดเหี้ยมที่สุดแล้ว เช่น คนทำผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ 3 ชั่วโคตร ใช้ระบบห้าบ้าน-สิบบ้านโดยหากมีคนในครอบครัวทำผิดเพียงคนเดียว คนอื่นในห้าครอบครัวจะถูกลงโทษด้วย มาถึงสมัยจักรพรรดิฉินที่สองยิ่งเพิ่มความโหดเหี้ยมจนบ้าคลั่ง เช่น มีการยกย่องขุนนางที่ฆ่าคนได้มากเท่าใดก็ยิ่งแสดงถึงความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิ เหล่าขุนนางจึงพากันเข่นฆ่าราษฎร

“ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการขัดขืนต่อสู้” กลุ่มราษฎรที่สุดทนต่อการกดขี่ได้ลุกขึ้นสู้เป็นระลอกๆ ในที่สุด พ.ศ. 336 กองทัพกบฏนำโดยหลิวปัง (เล่าปัง) ก็เข้ายึดนครเสียนได้สำเร็จ ปิดฉากการปกครองราชวงศ์ฉิน

จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงฝันให้ราชวงศ์ฉินครองแผ่นดินนับพันนับหมื่นปี แต่แล้ว…ราชวงศ์ฉินก็พินาศสิ้นราชวงศ์ไปภายหลังจากที่พระองค์สวรรคตไปเพียงสามปีเท่านั้น

ราชวงศ์ฉินครองแผ่นดินอยู่ได้เพียง 15 ปี นับเป็นราชวงศ์จีนที่ครองแผ่นดินในชั่วเวลาสั้นที่สุด

ขณะที่อิทธิพลของฉินผู้รวบรวมแผ่นดินใหญ่ยืนยงมาตลอดประวัติศาสตร์จีนนับกว่าสองพันปี ประวัติศาสตร์อันแสนสั้นของราชวงศ์ฉิน ก็ได้พิสูจน์และให้บทเรียนใหญ่ว่าการใช้อำนาจรุนแรงกำจัดฝ่ายตรงข้าม สกัดกั้นความคิดของอีกฝ่าย ไม่ใช่หนทางความรุ่งเรืองสงบร่มเย็นของบ้านเมือง

*หมายเหตุ ข้อมูลจากหนังสือ “กว่าจะมาเป็นจีน ประวัติศาสตร์การก่อตั้งจักรวรรดิของจิ๋นซีฮ่องเต้” โดย ทองแถม นาถจำนง