/ไวรัสอู่ฮั่น

ไวรัสอู่ฮั่น

สีจิ้นผิงย้ำมาตรการเด็ดขาดสกัด “ไวรัสอู่ฮั่น” ยอดผู้ติดเชื้อฯ 224 ราย (อู่ฮั่น 198, ปักกิ่ง 5, กว่างตง 14) กรณีต้องสงสัยฯในเซี่ยงไฮ้ ยูนนาน เสฉวน ฯลฯ
เผยแพร่: 20 ม.ค. 2563 21:30 ปรับปรุง: 20 ม.ค. 2563 21:41 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ซินหัว/ไชน่าเดลี่/เอเจนซีส์–นายกรัฐมนตรีแห่งจีน หลี่ เค่อเฉียงแถลงว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เรียกร้องให้จัดมาตรการเด็ดขาดเพื่อสกัดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโรคไวรัสปอดบวมที่ระบาดจากเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่กลางเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา โดยย้ำว่าจะต้องให้ความสำคัญอันดับหนึ่งไปที่ชีวิตประชาชนและสุขภาพ

สำนักข่าวซินหัวรายงานสรุปจากข้อมูล ณ เวลา 18.00 น. ของวันที่ 20 ม.ค. ระบุจำนวนกรณีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนที่มีรายงานเข้ามา เท่ากับ 224 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการวินิจฉัยยืนยัน 217 กรณี (อู่ฮั่น 198, ปักกิ่ง 5, กว่างตง 14) และมีกรณีที่ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสพันธุ์ใหม่ 7 ราย (เสฉวน 2, ยูนนาน 1, เซี่ยงไฮ้2, กว่างซี 1, ซันตง 1)

กรณีผู้ติดเชื้อฯที่พบในต่างประเทศ และถูกวินิจฉัยแล้วว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ ญี่ปุ่น 1 ราย, ไทย 2 ราย และเกาหลีใต้ 1 ราย

ขณะนี้ใกล้ถึงเทศกาลตรุษจีนซึ่งตรงกับวันที่ 25 ม.ค. ช่วงก่อนและหลังเทศกาลตรุษจีน ชาวจีนหลายร้อยล้านคนจะเดินทางกลับบ้านเพื่อไปฉลองตรุษจีนกับครอบครัว และเดินทางท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยงข้องกับการเดินทางของฝูงชน จะต้องตระเตรียมมาตรการเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างเคร่งครัดมาก

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างประธานสภาการท่องเที่ยวไทยเผยตัวเลขคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาไทยช่วงเทศกาลตรุษจีนในเดือนนี้ประมาณ 800,000 คน

1)สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้หน้ากากที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลใช้กัน เนื่องจากสำหรับคนทั่วไปที่สวมหน้ากากแบบนี้เป็นเวลานานอาจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

2)ล้างมือบ่อยๆด้วยวิธีการล้างมือที่ถูกต้อง ก่อนกินอาหาร และหลังใช้ห้องน้ำ เป็นต้น

3)เสริมสร้างภูมิต้นทาน ออกกำลังกายเป็นประจำ

4)ดูแลแลบ้านให้มีอากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยงไปสถานที่มีคนจำนวนมาก เช่น สถานีรถไฟ โรงพยาบาล สนามบิน

5)หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้คนเป็นหวัด หรือผู้มีอาการคล้ายหวัด

6)เมื่อกินเนื้อและไข่ ตรวจสอบว่าปรุงสุกดีแล้ว หลีกเลี่ยงจับสัตว์ป่า และปศุสัตว์ในฟาร์ม

ข้อมูลจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน