ผู้เฒ่าเต่ากับนกน้อย 老乌龟和小鸟

ในกอต้นอ้อมีแอ่งน้ำเล็กๆอยู่แอ่งหนึ่ง เวลาที่แสงแดดส่องลงมา ต้นอ้อกับแอ่งน้ำก็เหมือนกับถูกย้อมสีเป็นสีเหมือนกับน้ำผึ้ง นี่ช่างเป็นที่ที่เงียบสงบจริงๆ “นี่เป็นสระน้ำของฉัน” ผู้เฒ่าเต่าคิดแบบนี้มาตลอด จึงอาศัยอยู่ที่มานานแสนนาน ทุกๆวัน ผู้เฒ่าเต่าตื่นนอนแต่เช้า เล็มกอหญ้า กินน้ำในบ่อ แล้วก็เริ่มนอนกลางวัน “จิ๊บๆ ๆ ” อยู่มาวันหนึ่ง ผู้เฒ่าเต่าก็ต้องตกใจตื่น เพราะเสียงนกน้อยดังอยู่ในแอ่งน้ำ “จิ๊บๆ ๆ ” นกน้อยร้องเพลงไป อาบน้ำไป “ซู่ ๆ ๆ ” น้ำกระเด็นไปทั่ว แอ่งน้ำที่เคยเงียบสงบ ถูกรบกวนเสียแล้ว “ข้าไม่ชอบฟังเพลง หนวกหูจะตายอยู่แล้ว...” ผู้เฒ่าเต่าบ่นด้วยความรำคาญ แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา นกน้อยผู้ร่าเริงก็มาที่แอ่งน้ำแห่งนี้เป็นประจำ…

ซีเหมินป้าขจัดความงมงาย

ตามตำนานซีเหมินป้าเป็นขุนนางและวิศวกรชลประทานของแคว้นเว่ยในยุคจั้นกว๋อ ราวศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล เขาได้รับมอบหมายให้ไปดูแลอำเภอแห่งหนึ่ง ซึ่งมีปัญหาน้ำท่วมบ่อย เมื่อซีเหมินป้าถึงเมืองจึงเรียกพวกผู้ใหญ่บ้านมาสอบถามว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างไรบ้าง ปรากฏว่าสิ่งที่พวกผู้ใหญ่บ้านกลัวกลับมิใช่ภัยน้ำ แต่เป็นหมอผีกลุ่มหนึ่งซึ่งบังคับให้ชาวเมืองส่งหญิงงามไปโยนทิ้งแม่น้ำหวางเหอเพื่อสังเวยแก่เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ป้องกันการเกิดอุทกภัย หมอผีเหล่านี้ยังขูดรีดภาษีจนชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน แต่ต้องยอมทำตามเพราะกลัวน้ำท่วม ซีเหมินป้าฟังแล้วไม่พูดอะไร พวกผู้ใหญ่บ้านจึงคิดว่าขุนนางคนนี้คงไม่กล้าวัดกำลังกับพวกหมอผี เหมือนขุนนางคนอื่นๆที่ผ่านมา ครั้นถึงวันสังเวยหญิงสาว ทุกคนกลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นซีเหมินป้าพาทหารมาร่วมงานพิธีด้วย ขุนนางแห่งเว่ยเดินไปดูหน้าหญิงสาวที่จะถูกสังเวยแล้วบอกว่า "ผู้หญิงคนนี้ไม่สวยพอ ส่งไปก็เกรงว่าจะทำให้เทพเจ้าโกรธ อย่ากระนั้นเลย เราจะส่งท่านหัวหน้าหมอผีไปเจรจาขอให้เทพเจ้ารออีกสักหน่อย เพื่อมีเวลาหาผู้หญิงที่สวยขึ้น" จากนั้นเหล่าทหารก็จับหัวหน้าหมอผีโยนลงแม่น้ำอันเชี่ยวกรากท่ามกลางความตกใจของทุกคน พวกหมอผีพากันแตกตื่นรวนเร แต่ไม่กล้าทำอะไรเพราะหัวหน้าใหญ่ถูกกำจัดไปแล้ว ซีเหมินป้ารอสักพักก็บอกว่า "ท่านหัวหน้าหมอผีชราแล้ว เวลาเดินทางจึงงกๆเงิ่นๆไม่กลับจากส่งข่าวเสียที อย่ากระนั้นเลยเราจะส่งท่านผู้ช่วยลงตามไปด้วย" จากนั้นเขาให้ทหารจับผู้ช่วยหัวหน้าหมอผีโยนแม่น้ำไปอีกหลายคน คราวนี้กลุ่มหมอผีตกใจอย่างหนัก พากันก้มกราบซีเหมินป้า บอกว่าพวกตนผิดไปแล้ว อย่าจับพวกตนโยนลงไปเลย…

องค์หญิงขนดำ 黛翎公主

ในสมัยก่อน ในโลกนี้ไม่มีนก พญาราชานกกับพระราชินีนกจึงให้กำเนิดเผ่าพันธุ์นกนับร้อยตัว องค์หญิงนกเอี้ยงและเจ้าชายนกยูงล้วนเป็นลูกๆของพญานกทั้งสอง แต่ว่า ในสมัยก่อนนั้น ขนของนกทั้งคู่ไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้หรอกนะ อยู่มาวันหนึ่ง พญานกเรียกลูกสาวเข้ามาหา แล้วพูดกับลูกว่า “ลูกพ่อ ลูกๆก็โตขึ้นทุกๆวัน ส่วนพ่อก็แก่ลงทุกวันๆ ตอนนี้พ่อจะให้ของมีค่ากับลูกๆทุกคน คนละหนึ่งอย่าง หรือไม่ก็เลือกเรียนวิทยายุทธิ์หนึ่งอย่างแทนก็ได้” ลูกสาวของพญานกตื่นเต้นกันใหญ่ ค่อยๆเดินเข้าไปหาพญานกกับราชินีนกทีละตัวๆ บางตัวก็หยิบเอาของขวัญล้ำค่า บ้างก็เรียนวิทยายุทธิ์ เหยี่ยวฟ้าเรียนวิชาจับเหยื่อ เหยี่ยวกินปลาก็เรียนวิชาจับปลา นกคีรีบูนเรียนร้องเพลง นกขมิ้นได้รับเสียงอันไพเราะเป็นของขวัญล้ำค่าประจำตัว ท้ายที่สุด พญานกเหลือของล้ำค่าสองอย่าง อย่างหนึ่งคือชุดกระโปรงสีดำหนึ่งชุด ซึ่งดูยังไงก็ไม่เป็นของล้ำค่าเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างหนึ่งเป็นเสื้อพลอยขนนก เสื้อตัวนี้มีความวิเศษคือ สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ คนที่ยังไม่ได้รับของวิเศษและวิชาคงเหลือเพียงเจ้าหญิงนกเอี้ยงกับเจ้าชายนกยูงนั่นเอง พญานกพูดกับเจ้าหญิงนกเอี้ยงและเจ้าชายนกยูงว่า “ลูกรักของพ่อ ใครที่ได้ชุดขนนกพลอยล้ำค่านี่ไปก็สามารถสืบทอดราชบัลลังก์จากพ่อได้…

ลิงน้อยเล่นชิงช้า 荡秋千的小猴

บนหุบเขาวานรมีลิงน้อยตัวหนึ่ง มันว่องไวและซุกซนมาก ใครๆต่างพากันรังเกียจเจ้าลิงน้อยตัวนี้กันหมด เพราะว่าเจ้าลิงน้อยชอบหัวเราะเยาะคนอื่น อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าเจี๊ยกน้อยกำลังเล่นชิงช้าอยู่ มีลิงตาบอดตัวหนึ่งเดินเข้ามาขอเล่นด้วย เจ้าเจี๊ยกตะโกนเสียงดังว่า “ไปให้พ้น ฉันไม่อยากเล่นกับแกซะหน่อย” เจ้าเจี๊ยกโยกชิงช้าสูงขึ้น ๆ โยกชิงช้าไปก็ร้องเพลงไป “มังกรตาเดียว เที่ยวเล่นโคมไฟ ลา ลา ลา มองขวามองซ้าย มองเห็นทางเดียว” ลิงตาบอดตัวนั้นโกรธมากจนเดินจากไป “อิอิอิ” เจ้าเจี๊ยกหัวเราะด้วยความกระหยิ่มในใจ ขณะนั้นเอง ลิงขาเป๋ตัวหนึ่งก็เดินตรงมาหาเจ้าเจี๊ยก เจ้าเจี๊ยกก็ร้องเพลงว่า “เป๋เอย ขาเป๋ๆ ข้างหนึ่งเขไป ข้างหนึ่งเขมา ลาลันลา” ลิงขาเป๋ตัวนั้นมองเจ้าเจี๊ยกด้วยความโกรธ หันหลังกลับเดินจากไป “ฮ่า ๆๆ…

เค้กที่อร่อยที่สุด 最好吃的蛋糕

เจ้าหนูพี่ใหญ่พูดขึ้นมาว่า “พรุ่งนี้วันเกิดแม่ พวกเราซื้อเค้กให้แม่ ให้แม่ดีใจซะหน่อย” หนูน้องกลางกับน้องเล็กพูดขึ้นพร้อมกันว่า “ดีสิ ดีสิ ” หนูพี่ใหญ่ น้องกลาง น้องเล็กแคะกระปุกรวบรวมเงินกันได้หนึ่งกำมือ ว่าแล้วก็พากันไปร้านเค้ก หนูพี่ใหญ่บอกคนขายว่า “เราจะซื้อเค้กที่อร่อยที่สุด” คนขายรับเงินเหรียญไปนับ แล้วก็บอกว่า “เงินไม่พอนะ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวขายขนมเปี๊ยะให้แผ่นนึงก็ได้ ” ว่าแล้ว คนขายใจดีก็หยิบขนมเปี๊ยะที่หน้าตาไม่เลวให้แผ่นนึง หนูพี่น้องทั้งสามตัว พากันเดินคอตกกลับบ้าน น้องเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ....” น้องกลางก็ถอนหายใจตามมาอีกเฮือก “เฮ้อ...” หนูพี่ใหญ่ลุกพรวด เคาะกะโหลกป๊อกๆๆ แล้วยืดอก ร้องลั่นว่า “เรามาคิดหาวิธีเปลี่ยนขนมเปี๊ยะนี้ให้เป็นเค้กกันเถอะ” หนูน้องกลาง น้องเล็ก…

กระต่ายตัวจริงตัวปลอม 真假小白兔

กระต่ายน้อยเป็นเถ้าแก่แล้ว มันเปิดร้านขายหัวผักกาด แต่เจ้าสุนัขจิ้งจอกก็เกิดความอิจฉาอย่างมาก “ ฮึ่ม! ฉันจะแปลงร่างเป็นกระต่าย” ว่าแล้วมันก็ร่ายเวทย์มนตร์ “โอม หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เพี้ยง! ” สุนัขจิ้งจอกก็แปลงร่างเป็นกระต่ายน้อยสีขาวปุกปุย รุ่งเช้า กระต่ายขาวตัวหนึ่งกระโดดโลดเต้นมาถึงที่ร้าน พอกระต่ายลูกน้องขนเทาเห็นเข้าก็ถึงกับตกตะลึง เมื่อตะกี้เถ้าแก่กระต่ายขาวเพิ่งจะเข้าไป ทำไมถึงมีเถ้าแก่กระต่ายขาวมาอีกตัวล่ะเนี่ย พอเถ้าแก่กระต่ายขาวที่อยู่ในร้านเดินออกมาดู ก็อุทานด้วยความตกใจ “เจ้าคือ.....” กระต่ายขาวที่อยู่ข้างนอกก็ตะโกนร้องเหมือนกัน “ฉันเป็นเถ้าแก่ร้านนี้ แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร” “ก็เห็นกันอยู่ว่าฉันเป็นเถ้าแก่ แกนั่นแหละเป็นใคร ” กระต่ายขาวทั้งสองตัวก็เถียงกันยกใหญ่ พวกกระต่ายเทาลูกน้องก็พากันเดินมาดู ดูซ้ายที ดูขวาที…

ตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษ 纸片上的字

กระต่ายขาวตัวน้อยวิ่งเล่นอยู่ในป่า เก็บกระดาษได้แผ่นหนึ่ง บนกระดาษเขียนตัวหนังสือไว้สี่ตัวว่า “หมาป่าหนึ่งตัว ” กระต่ายน้อยเห็นแล้วก็ตกใจกลัวจนตัวสั่น วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต กลับไปบอกแม่ที่บ้าน “แม่ แม่ แม่ ในป่ามีหมาป่าตัวหนึ่ง แม่ดูนี่สิ” แม่กระต่ายพอได้ดูกระดาษแผ่นนั้นก็ตกใจกลัว นี่มันเรื่องใหญ่แล้วนะเนี่ย รีบวิ่งไปบอกเพื่อนบ้านทั้งหลาย ชั่วอึดใจ ทั้งกระต่ายผู้ใหญ่บ้าน และเพื่อนพ้องพี่น้องกระต่ายทั้งหลายต่างพากันมาดูกระดาษแผ่นนั้น ก็ตกใจกันร้องไห้กันใหญ่ “โถ โถ ลูกกระต่ายน้อยของฉันเพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่วัน แล้วจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย” เสียงกระต่ายแม่ลูกอ่อนโอดครวญ “โธ่เอ๋ย ฉันขาหัก วิ่งได้ไม่เร็ว ทำยังไงดีหนอ” เมื่อกระต่ายผู้ใหญ่บ้านมาถึง ก็หยิบกระดาษนั้นไปดูอย่างละเอียด แล้วพูดว่า “ไม่ต้องกลัว ๆ นี่เป็นกระดาษแค่ครึ่งแผ่นเอง…

พี่หมีหนีไป หนีไป 大熊逃呀逃

พี่หมีขับรถยนต์สีแดงไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต พอไปถึงพี่หมีก็จอดรถไว้ข้างทางเท้า คุณตำรวจลิงเห็นเข้าก็รีบวิ่งเข้ามาคว้าหูของพี่หมีไว้ได้ โอ้ย...คุณบีบหูผมเจ็บมาก จะพาผมไปไหนล่ะ พี่หมีออกแรงสะบัดอย่างแรงจนหลุดออกมาได้ แล้วก็วิ่งหนีไป ขณะนั้นเอง บังเอิญมีรถบรรทุกคันหนึ่งขับมาอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาพี่หมีก็กระโดดขึ้นรถไป บนรถบรรทุก ขนฟูกมาเต็มคัน แค่ชั่วอึดใจ รถวิ่งไปไม่ทันไรก็เด้งพี่หมีขึ้นไปจนถึงชั้นดาดฟ้าของตึกสิบสองชั้นโน่นแน่ะ พี่หมีเดินดูที่ดาดฟ้าก็เห็นว่า โอ้โห ที่แท้ที่นี่เป็นร้านขายเสื้อผ้าขนาดใหญ่นี่เอง พี่หมีก็รีบเอาชุดเสื้อคลุมมีหมวกมาสวมทันที ฮ่า ๆๆ ดูแล้วเหมือนกับคุณนายผู้สูงศักดิ์เลยล่ะ พี่หมีเดินโยกไปย้ายมาลงมาที่ห้องอาหารที่ชั้นสิบเอ็ด แล้วก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร น้องห่านสีขาวเป็นพนักงานบริการก็ยกอาหารหอมกรุ่นมาวางบนโต๊ะ พอพี่หมีเห็นเข้าก็ตะกรุมตะกรามกินด้วยความตะกละ พอกินอาหารเสร็จ น้องห่านก็มาขอเก็บค่าอาหาร พี่หมีก็ส่ายหัว โบกไม้โบกมือ แล้วก็รีบวิ่งหนีไป น้องห่านก็วิ่งตามไปติด ๆ พี่หมีเห็นว่ากำลังจะถูกจับได้ ก็กระโดดขึ้นราวบันได ไถลลื่นลงมา…